2007/Mar/13

แง่คิดดีๆในการมองโลก.บางส่วนจากหนังสือเดินสู่อิสรภาพของดร.ประมวลเพ็งจันทร์


ผมไม่รู้จักอาจารย์เป็นการส่วนตัว เพียงแต่ได้ติดตามผลงานและแนวความคิดของอาจารย์เห็นว่ามีประโยชน์ในการใช้ชีวิตในยุควัตถุนิยมเป็นอย่างมากอยากให้อ่านกัน
ไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้จะขายได้หรือเปล่าในยุคนี้เพราะทั้งเล่มมีแต่เรื่องดีๆ ไม่มีความเกลียดชังและแฝงไปด้วยเรื่องปรัชญา และศาสนา นี่เป็นนบางส่วน ยาวหน่อยนะคับ


.............ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการก้าวเดิน ตั้งแต่ตีห้าของวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๘ โดยเดินออกจากบ้านเพื่อเป็นการฝึกเดิน เปรียบเหมือนเด็กน้อยๆ ที่เมื่อเกิดออกมาแล้วก็ปรารถนาจะเดิน ผมฝึกเดินอยู่จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ซึ่งตรงกับวันลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่พอดี จนคิดว่าเข้มแข็งพอที่จะเดินในระยะไกลๆ ได้แล้ว หลังจากภรรยาผมทดสอบว่าเดินได้จริงๆ วันละเท่าไหร่ สภาพร่างกายเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ผมจึงได้เดินออกนอกจังหวัดเชียงใหม่ โดยตอนแรกไม่มีเจตนาว่าจะออกเดินไปไหน

แต่ตอนฝึกเดินผมจะพบปัญหาอย่างหนึ่งคือ ชาวบ้านจะซักถาม แล้วเมื่อผมตอบไม่ได้ ชาวบ้านจะเข้าใจผิด คิดเสมือนประหนึ่งว่าคนๆ นี้วิกลจริต หรือคนบ้าที่ไม่รู้จะไปไหน ผมจึงคิดว่าครั้งนี้ต้องมีเป้าหมายทางกายภาพด้วย จริงๆ การเดินของผมเพื่อต้องการแสวงหาเป้าหมายทางจิตใจ แต่เมื่อไม่มีเป้าหมายทางกายภาพ ทำให้บางคนวิตกกังวลและเป็นห่วงว่าจะสามารถพาชีวิตรอดได้หรือไม่ เลยมีเป้าหมายว่าจะเดินกลับบ้านเกิดที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมใช้เวลาเดินจากเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ไปถึงเกาะสมุย เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๙ ใช้เวลาทั้งหมด ๖๖ วัน
การเดินในครั้งนี้ผมใช้เงื่อนไข

หนึ่ง คือจะไม่เดินไปหาคนที่รู้จัก หรือถ้าคนรู้จักอยู่ที่ไหนก็จะหลีกไปใช้ทางอื่น
สอง คือจะไม่มีสตางค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจติดตัวไปด้วย เพราะฉะนั้นในการก้าวเดินจึงรู้สึกว่าตัวเองได้รับโอกาสที่ประเสริฐสุด ที่จะได้ศึกษาความเป็นมนุษย์ที่ตัวเองมีอยู่ โดยไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ทางสังคมมาประดับประดาตกแต่ง

บทเรียนที่ได้จากการก้าวเดินจึงเป็นบทเรียนที่ผมค่อนข้างจะภูมิใจ ไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้ดีนะครับ แต่หมายความว่าเท่าที่ตัวเองตัดสินใจทำไปนั้น คิดว่าครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

ผมอยากจะเล่าประสบการณ์สั้นๆ เพราะเวลามีจำกัด ว่าในการก้าวเดินแบบนี้ เริ่มต้นจากการที่เราเผชิญสิ่งที่ไม่เคยคิดเลยว่า สิ่งง่ายๆ จะเป็นปัญหากับชีวิตมากขนาดนี้ เช่นกรณีอาหาร เพราะผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่ขออาหารจากผู้ใดผู้หนึ่งด้วยการไปบอกว่าผมหิว ผมกระหาย ผมขออาหาร ผมจะไม่ทำ เพราะฉะนั้นในการเดินจึงประสบกับปัญหาที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัส เพราะกว่าเขาจะรู้ว่าเราหิวโหยจนแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว ก็ต้องสังเกตเอาเอง และเมื่อมีคนให้อาหารผมทาน เพียงแค่อาหารมื้อแรกที่ได้รับ ผมก็รู้เลยว่าการกินอาหารที่ผ่านมาตลอดชีวิต มันได้แต่กินอาหารอย่างเดียว ได้แต่เสพรสอาหาร แต่ไม่ได้เสพรสชาติชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง

ผมยังจำภาพได้ ตอนผมเดินจากบ้านที่เชียงใหม่ในวันแรก ผมเดินไปจนถึงเวลาบ่ายค่อนจะเย็น ตอนนั้นผมหลีกไปเดินบนถนนสายเลียบคลองชลประทาน ในเขตอำเภอสันป่าตอง ผมเดินไปจนกระทั่งร่างกายมันล้า น้ำในกระบอกน้ำก็หมด เมื่อไม่มีน้ำดื่ม ผมรู้สึกเหมือนกับจะหน้ามืดเป็นลม คอแห้ง น้ำลายขม และรู้สึกว่าหูอื้อไม่ได้ยินเสียงอะไร เมื่อไปเห็นเพิงขายก๋วยเตี๋ยวซึ่งมีม้าหินขัดวางตั้งอยู่ ตอนนั้นไม่มีร่มไม้อยู่เลยเพราะเป็นทุ่งนา ผมเลยขออนุญาตเจ้าของเพิงขายก๋วยเตี๋ยวว่า ขอนั่งตรงนี้สักหน่อยได้ไหม เขาบอกว่าได้ ผมเลยนั่งลง แล้วเขาก็มีน้ำใจเอาน้ำมาให้ผมดื่ม

เมื่อเห็นว่าผมดื่มน้ำด้วยความหิวกระหาย เขาเลยถามว่าไปไหนมายังไง เมื่อเขาทราบความเป็นมาของผมแล้ว ตอนนั้นเขาเก็บของไปเยอะแล้วเพราะว่ามันเย็นแล้ว แต่เขาบอกว่าจะทำก๋วยเตี๋ยวให้ผมทาน จะทานไหม ผมก็ถามว่าจะลำบากไหม เขาบอกว่าเขาทำก๋วยเตี๋ยวขายให้คนอื่นอยู่แล้ว ไม่ลำบากหรอกที่จะทำก๋วยเตี๋ยวให้อีกสักชาม ผมบอกว่าถ้าไม่ลำบากและเต็มใจที่จะทำก๋วยเตี๋ยวให้ ผมก็จะทาน แล้วเขาก็ทำก๋วยเตี๋ยวให้ผม

ผมรู้ว่าก๋วยเตี๋ยวชามนั้นเขาเต็มใจทำจริงๆ เพราะมันเต็มชามเลย ทั้งเส้นก๋วยเตี๋ยว ทั้งลูกชิ้น ทั้งอะไรที่มีอยู่ เขาใส่จนมาเต็ม แล้วผมก็ได้รู้ว่าการได้ทานก๋วยเตี๋ยวชามนั้นมันมหัศจรรย์และวิเศษที่สุด เพราะก่อนหน้านั้นผมรู้สึกว่า เพียงแค่วันแรกชีวิตผมก็กำลังจะมอดดับ จะสลายเสียแล้ว แต่พอได้ทานก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นเอง สิ่งที่มันเฉาไป มันก็ค่อยๆ ฟื้นคืนมา

ผมพูดกับพี่คนที่ให้ก๋วยเตี๋ยวผมทานว่า พี่ได้ต่อชีวิตให้ผมอีก ชีวิตผมยังได้มีต่อไป ขอบคุณมากๆ ผมจะจำไว้ว่าการทานก๋วยเตี๋ยวมื้อนี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ แกไม่รู้จะคุยอะไรกับผม ผมก็จากลาพี่คนนี้แล้วเดินต่อ ผมอยากเล่าว่าการทานอาหารเพียงแค่มื้อแรกก็สุดแสนจะมหัศจรรย์กับการที่มีชีวิตอยู่ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่าอาหารที่เราทานเข้าไปนั้น มันมีความหมายมากกว่าที่เราเคยทานมาไม่รู้สักเท่าไหร่ และอาหารแต่ละมื้อที่ทานไปมีมิติแห่งความหมายทั้งนั้น จนผมรู้สึกเสียดายว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมากินอาหารมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันมื้อแล้ว ทำไมจึงไม่ได้ความรู้สึก ไม่ได้อารมณ์ประเภทนี้เลย

มีอยู่มื้อหนึ่งที่ประทับใจผมมาก ผมเดินไปบนถนนเพชรเกษม ในเขตอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นการเดินที่ยากมากเหนื่อยมาก ผมไม่สามารถบำเพ็ญภาวนาตามที่ตั้งใจไว้ได้ เพราะบนถนนมีรถเยอะ แล้วก็ร้อน ผมเดินไปจนกระทั่งเวลาเย็นยังไม่มืด ปกติผมตั้งใจว่าถ้ามืดจะหยุดพัก แต่วันนั้นมันเดินไม่ไหวแล้ว ร่างกายบอบช้ำเต็มที เวลาเดินผมจะกำหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายขวาให้สัมพันธ์กัน และพยายามจะไม่คิดเรื่องอื่น แต่ตอนนั้นทำไม่ได้แล้ว หายใจเข้าเร็วออกเร็ว แต่เท้ามันเกร็งก้าวตามไม่ไหว เลยเข้าไปในวัดจันทาราม ไปเจอหลวงพ่อซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเจ้าอาวาสหรือพระลูกวัด ก็เข้าไปยกมือไหว้ท่านแล้วขออนุญาตพักในวัด ท่านเลยชี้มือให้ไปพักที่ศาลา

ผมเดินไปเจอพระอีกสามรูปนั่งอยู่ในศาลา ก็เข้าไปกราบท่านว่า ผมได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อที่อยู่หน้าวัดให้เข้ามาพักที่ศาลา จะขอเข้าไปได้ไหม ท่านบอกว่าได้ แต่คงเห็นสภาพร่างกายผมแย่ ท่านเลยถามว่าเดินทางมาจากไหน ผมบอกว่าเดินมาจากเชียงใหม่ แล้วกินอยู่ยังไง ผมว่าถ้ามีคนให้กินก็ได้กิน ถ้าไม่มีก็ไม่ได้กิน แล้ววันนี้ได้กินอะไรหรือยัง ผมบอกว่ายังไม่ได้กินอะไรเลย ท่านเลยตะโกนไปที่ศาลา ถามเด็กวัดว่ายังมีอะไรเหลืออยู่ให้โยมคนนี้กินบ้างไหม เสียงทางโน้นตอบมาว่า เทให้หมาหมดแล้ว ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งเท ให้เขาดูก่อนเผื่อจะกินอะไรได้ แล้วพระก็บอกว่าโยมไปดูก่อนเถิด เผื่อว่ายังมีอะไรทานอยู่ได้บ้าง

ผมก็ไปที่ศาลา ตอนนั้นมันมีอาหารที่เทจากปิ่นโตและภาชนะบรรจุลงไปอยู่ในหม้อใบใหญ่ เขาก็บอกว่าเทหมดแล้ว ผมชะเง้อคอดู เทหมดแล้วจริงๆ แต่ว่าส่วนบนสุดมันเป็นข้าวเหนียว ไม่ใช่ข้าวเหนียวทางภาคเหนือที่กินเป็นอาหารคาว แต่เป็นข้าวเหนียวทางภาคกลางที่กินเป็นอาหารหวาน มันอยู่บนสุดและมีสภาพเป็นก้อนยังไม่ละลายไปกับข้าวเจ้าที่ผสมกับน้ำแกง ผมเลยชี้ไปว่าถ้าผมจะขอกินได้ไหม เขาบอกว่าเอาสิ ถ้ากินได้

แล้วผมก็หยิบข้าวเหนียวนั้นมา เขาถามว่าจะเอาอะไรอีกไหม ผมบอกว่าไม่เอาแล้ว เขาเลยเอาข้าวหม้อนั้นทั้งหมดมาคนๆ แล้วเทในกะละมังหรือถาดประมาณสามจุด ให้หมาซึ่งอยู่ริมศาลา ผมคิดว่าสักสิบตัวหรือมากกว่านั้นไม่แน่ใจ ผมนั่งดูหมาทานแล้วผมก็กินข้าวเหนียวที่อยู่ในมือ รู้สึกว่ารสชาติของชีวิตมันอร่อยมากที่ผมกับหมาได้กินอาหารร่วมกัน ได้มีชีวิตยืนยาวและมีความรู้สึกที่ดีๆ กับการได้เป็นเช่นนี้

ขอเล่าย้อนไปนิดนึง อาจจะไม่เป็นระบบแต่เพื่อจะโยงให้เห็นว่า อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร คือจริงๆ ผมมีความรู้สึกประทับใจกับหมามาก่อนหน้านี้แล้ว คือช่วงที่ผมเดินอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ช่วงถนนมาลัยแมน ผมเดินไปตอนมืดและนอนที่วัดศรีเฉลิมเขต อยู่ในอำเภอสองพี่น้อง ผมเข้าไปขออนุญาตเจ้าอาวาสเพื่อจะพักนอนค้างคืน ท่านก็อนุญาต เป็นที่ศาลาเหมือนกัน และตอนนั้นเวลาหัวค่ำแล้ว ปรากฏว่าที่ศาลานั้นมีหมาหลายตัวนอนอยู่ก่อน เมื่อผมเป็นคนแปลกหน้าเข้าไป มันก็เห่าเหมือนกับปฏิเสธการเข้าไปของผม ผมก็นั่งลงที่ริมศาลาแล้วพูดในใจกับหมา บอกว่าผมเดินมาไกล เหนื่อยมาก ขอที่เพียงเล็กน้อยเพื่อพักคืนนี้ ผมไม่เบียดเบียน ไม่เป็นอันตราย เราเป็นมิตรกัน ผมไม่มีอะไรเลย จะขอเป็นมิตรด้วย จะไม่ทำความรบกวน ไม่ทำความเดือนร้อนให้เขา

คิดว่าเขาคงไม่ได้ยินแต่ก็เห่าพอเป็นพิธีเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ แล้วกลับไปนอนต่อ ผมถือว่าเท่ากับเป็นการอนุญาต ผมก็นอนอยู่ริมๆ ศาลานั้นเอง แล้วหลับไปเพราะร่างกายแย่เต็มที มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง ไม่รู้เวลาเท่าไหร่ แต่คงดึกดื่นมากแล้ว ตอนรู้สึกตัวใหม่ๆ ยังสะลึมสะลือว่าผมอยู่ที่ไหน ชีวิตผมมายังไง แต่พอเริ่มจำความได้ว่าผมเดินมา ตอนที่รู้สึกตัวนั้นมีกลิ่นสาบๆ คาวๆ ลอยมาเข้าจมูกผม
สักพักหนึ่งก็รู้สึกว่ามีอะไรมาสะกิดสีข้าง ผมเลยเอื้อมมือไปสัมผัสดู ปรากฏว่าเป็นหมาขี้เรื้อนที่ไม่มีขนแล้ว มีแต่หนังสากๆ ผมลองจับดูปรากฏว่ามีทั้งซ้ายและขวา เลยเกิดความรู้สึกวูบหนึ่งตอนนั้นว่า อ๋อ! ผมนอนที่วัด แล้วหมาเหล่านี้ตอนหัวค่ำมันเห่ารังเกียจ ไม่ต้องการให้ผมมานอนที่ศาลานี้ พอผมรู้สึกได้ขณะนั้น ผมเกิดความรู้สึกที่ดีมากๆ กับการมีชีวิตอยู่ มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้มีเหตุมีผลอะไร แต่รู้สึกดีที่ว่า หนึ่งหมาต้อนรับผม เป็นมิตรแล้ว สองรู้สึกว่าชีวิตผมยังมีอยู่พอเหลือไออุ่นให้กับหมาขี้เรื้อนได้

ถ้าสมมติว่าเกิดตอนหัวค่ำนี้ผมตายลง ร่างผมคงเย็นชืด แล้วคงไม่มีประโยชน์อะไรที่หมาจะมานอนด้วย เพราะฉะนั้นการที่ผมยังมีชีวิตอยู่แม้ไม่ทำอะไรเลยก็ยังมีคุณค่าให้กับหมาขี้เรื้อนเหล่านี้ ความรู้สึกตรงนั้น ทำให้ผมเกิดความรู้สึกที่ดีกับการมีชีวิตอยู่และกับหมามาก ผมเอื้อมมือทั้งซ้ายทั้งขวาไปลูบมันแล้วมันก็แสดงอาการพึงพอใจ เหมือนช่วยทำให้มันรู้สึกดีขึ้น

ชั่วขณะนั้นผมนึกถึงความหมายของการภาวนาที่เราทำกันอยู่เสมอโดยปกติ แต่อาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก คือการแผ่เมตตาที่เราพูดว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงมีความสุขความสุขเถิด ชั่วขณะนั้นผมไม่ต้องเอ่ยคำใดๆ เลย แต่ความรู้สึกเป็นเช่นนั้นจริงๆ คือเราเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายกัน และเราขอให้เขามีความสุข เมื่อผมรู้แล้วว่าเหตุการณ์ที่ทำให้ผมตื่นขึ้นเป็นเพราะหมาขี้เรื้อนมันเกา และเอาขาที่มันเกานั้นมากระทุ้งสีข้างผม ผมก็นอนต่อด้วยความสุข

อารมณ์ความรู้สึกอย่างเมื่อตอนนั่งกินอาหาร ที่เขาก็กินอาหารและมีความสุขด้วยกันเช่นนี้ ทำให้ผมสัมผัสได้ว่า มันมีอะไรมากกว่าการได้กินข้าวเหนียวเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ผมจึงมีความรู้สึกว่า แม้เพียงการได้กินอาหารแต่ละมื้อแต่ละคราวในการก้าวเดินไป ก็แสนจะมหัศจรรย์ และทำให้ผมตระหนักว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ผมคงไม่เล่ามากไปกว่านี้ แต่เพียงยกตัวอย่างเท่านั้นว่า การได้ใช้ชีวิตในลักษณะนั้นทุกขณะที่เดิน มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ เพียงแค่ได้กินน้ำกินข้าวสักนิดสักหน่อยก็เป็นสิ่งที่มีความหมายกับการมีชีวิตอยู่ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ด้วย

การได้เดินไป การได้พัก การได้นอน ได้พบปะกับคน โดยเฉพาะเมื่อเราไปในลักษณะนั้น คนที่ได้พบส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เราเคยมองข้ามทั้งนั้น เช่นขอทานริมถนน เราไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมีอะไรน่าสนใจ แต่เมื่อผมเดินไปและบางวันหาที่นอนไม่ได้ ผมก็ได้นอนกับขอทานพิการซึ่งทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนมีน้ำจิตน้ำใจ หรือบางครั้งคนที่เราคิดว่าเขาปัญญาอ่อน

ผมประทับใจคนๆ หนึ่งมาก ผมเดินไปที่วัดหนึ่ง อยู่อำเภอเดิมบางนางบวชหรือเปล่าไม่แน่ใจ ผมขอไปนอนที่วัดนี้ แล้วพระที่วัดบอกให้ไปกราบขออนุญาตจากหลวงพ่อในกุฏิ ผมก็ไปรอตั้งแต่ไปถึงวัดใหม่ๆ จนกระทั่งมืดแล้ว หลวงพ่อท่านยังไม่ออกมานอกกุฏิ จนผมรู้สึกว่าท่านคงไม่ออกมาแล้ว ผมเลยไปบอกพระ ท่านบอกว่าหลวงพ่อคงจำวัดแล้วล่ะ แล้วผมจะทำยังไงล่ะเพราะมันมืดแล้ว พระท่านเลยบอกว่านอนตรงไหนได้ก็นอน

ช่วงขณะที่ผมรอหลวงพ่ออยู่ มีคนๆ หนึ่ง ผมมารู้ชื่อเขาภายหลังเรียกกันทั่วๆ ไปว่า ไอ้น้อย เป็นชื่อที่เขาถูกเรียกตั้งแต่ยังเล็กๆ เขาเห็นผมก็สงสาร เลยชวนไปนอนใกล้ๆ กับที่ของเขา ใกล้ๆ วิหารพระศรี ถ้าใครอยู่จังหวัดสุพรรณคงได้ยินชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ เขามีหน้าที่ดูแลปัดกวาดทำความสะอาดวิหารนี้ เขาพาผมไปบอกว่าไปนอนกับยักษ์ ผมนึกไม่ออกว่าหมายความว่าอะไร พอไปที่วิหารด้านใกล้ๆ กับพระพุทธรูป จะมีรูปพญามาร เล่าความหมายตอนที่พุทธประวัติยังเป็นพระมหาสัตว์เสด็จออกมหาภิเนกษกรม แล้วมีท้าวสุรัสวดีมารมาขัดขวาง จึงสร้างรูปพญามารขึ้น

ไอ้น้อยตีความว่าเป็นรูปยักษ์ ตรงฐานของรูปยักษ์จะมีพื้นที่ว่าง เขาก็บอกว่าให้ขออนุญาตยักษ์ ถ้ายักษ์อนุญาตก็นอนได้ เขาไปเอาธูปมาให้ผมสามดอก ผมก็เอาธูปไปจุดและคุกเข่าลงต่อหน้ารูปยักษ์ กล่าวให้น้อยได้ยินว่า ผมเดินทางมาไกล เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส ร่างกายบอบช้ำเต็มทนแล้ว จะขออาศัยเมตตาท่านยักษ์นอนตรงนี้ พอผมพูดเสร็จ น้อยก็บอกว่าท่านยักษ์อนุญาตแล้ว นอนได้ พอผมทำท่าจะนอน เขาบอกว่ากินอะไรหรือยัง ผมบอกว่ายังไม่ได้กิน เขาก็ไปขอข้าวสาร ปลากระป๋อง น้ำพริกจากพระ แล้วเอาข้าวสารมาหุง เอาปลากระป๋องมายำ เอาน้ำพริกมาละลายกับน้ำร้อน กับเอาผักที่เขาไปเก็บมาให้ผมกิน ผมรู้สึกดีมาก

พอได้คุยกับเขา ปรากฏว่าเขาเป็นคนที่มหัศจรรย์มาก เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ตื่นมาตอนเช้า สิ่งที่ผมทำก่อนจะออกจากวัด คือไปสอบถามให้ได้ว่าคนๆ นี้มาจากไหน และมีคนเล่าให้ฟังว่า เขาไม่รู้ว่าไอ้น้อยมาจากไหน ตอนที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ มีคนไปพบเขาถูกทิ้งไว้ที่ตลาดท่าช้าง แล้วมีคนเลี้ยงวัวนำมาเลี้ยงเพื่อให้เขาช่วยเลี้ยงวัวต่ออีกทีหนึ่ง พอเขาโตขึ้นมาหน่อย ผู้ชายที่เอาเขามาเลี้ยงเพื่อเฝ้าวัวเห็นว่าเขาโตไปแล้ว เลยเอามาให้วัด วัดเลยให้เขาอยู่ตั้งแต่ตัวเล็กๆ จึงเรียกไอ้น้อย และโตจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันไอ้น้อยไม่มีชื่อในสำมะโนประชากรว่าเป็นคนไทยใน ๖๐ ล้านกว่าคน เขาเป็นใครมาจากไหนไม่มีใครรู้ แล้วเขาก็ไม่มีความรู้อะไร จำได้แต่เพียงว่าเขาเป็นคนๆ หนึ่ง และผมเข้าใจว่าถ้าเขาเห็นคนที่อยู่ในสภาพเช่นผม เขาจะเกิดความรู้สึกดีๆ จึงไปขอข้าวสาร ปลากระป๋อง ขอน้ำพริกมาทำอาหารให้ผมกิน

นี่เป็นเรื่องที่ผมประทับใจกับคนนะครับ กับคนมีเยอะมาก ผมเดินไปที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดินอยู่บนถนนเพชรเกษมเหมือนกัน มีผู้หญิงผู้ชายคู่หนึ่ง ผมมาทราบภายหลังว่าเขาเป็นสามีภรรยากัน เป็นคนคอยเก็บขยะเก็บพวกขวดน้ำพลาสติกไปขาย ความที่ผมเดินไปในลักษณะที่มีร่างกายบอบช้ำ เขาเลยเข้ามาคุยกับผม พอเขารู้ว่าผมเดินมาไกลและไม่ได้กินอะไร เขาก็มีน้ำใจบอกว่าจะให้อาหารผม เขาถามว่าผมจะไปที่ร้านใกล้ๆ นั้นจะได้ไหม ผมบอกได้ ก็เลยเดินไปด้วยกัน

แต่ผมพยายามจะบอกว่าอาหารนี่ต้องซื้อไม่ใช่หรือ เขายืนยันว่าเขามีตังค์ แล้วก็พาผมไปที่ร้านอาหารตามสั่งริมถนนก่อนจะถึงอำเภอทับสะแก แล้วเขาบอกผมว่าจะทานอะไรก็สั่งเอา ผมบอกว่าก็สั่งเอาถูกที่สุด สุดท้ายเขาเลยสั่งข้าวผัดให้ผม ผมชวนเขาคุยว่าเรากินข้าวผัดชามเดียวกันไหม เขาบอกว่าไม่หรอก วันนี้เป็นวันพระ เขาถือศีลกินเจ กินเนื้อสัตว์ไม่ได้ เพราะข้าวผัดที่สั่งมาเป็นข้าวผัดหมู

ขณะที่ผมนั่งกิน โต๊ะที่เขานั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ผู้หญิงที่เป็นภรรยาก็กล่าวกับผู้ชายที่เป็นสามีว่า เขาใช้คำสุภาพมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนเก็บขยะจะมีคำที่สุภาพเช่นนี้ ผู้หญิงพูดว่า พ่อ เพราะวันนี้เป็นวันพระ เราถือศีลกินเจ เลยมีบุญได้พบลุงคนนี้ ได้ให้อาหารแก แกน่าสงสาร พอผมได้ยินดังนั้น ผมเลยวางช้อนและพูดว่าเพราะวันนี้ผมเดินมาแล้วไม่มีตังค์ จึงมีบุญอันยิ่งใหญ่ที่ได้พบคุณทั้งสอง เป็นบุญของผมมากที่สุดที่ได้พบกับคุณที่ให้อาหารผม จากนั้นผมก็คุยอะไรเล็กๆ น้อยๆ

แต่ที่ผมประทับใจมากๆ คือก่อนผมจะจากไป ผมได้ขอที่อยู่ ขอชื่อ เขาก็ให้ชื่อมา แต่ปรากฏว่าเขาไม่มีที่อยู่ที่จะส่งทางไปรษณีย์ได้ เขาก็นั่งปรึกษากัน ผู้หญิงก็บอกว่าพ่อเขามีที่อยู่ ผู้ชายก็บอกว่าพ่อเขามีที่อยู่ สุดท้ายผมเลยบอกว่าเขียนที่อยู่ให้สักที่หนึ่ง ผมจะได้ส่งจดหมายให้เขาได้ และผมขำมากเมื่อเขาเขียนที่อยู่ให้ผมสองที่ เขาบอกว่าเผื่อให้มันถึงแน่ๆ เลยให้ที่อยู่ของพ่อผู้หญิงและที่อยู่ของพ่อผู้ชายด้วย ผมขำว่าถ้าเราจ่าหน้าซองทางไปรษณีย์สองที่อยู่ เขาคงส่งให้เราไม่ถูก แต่ที่ผมประทับใจคือ คนที่ไม่มีแม้กระทั่งที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน ก็ยังมีสิ่งที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกประทับใจในความเป็นมนุษย์ที่แสนมหัศจรรย์

ผมได้พบอารมณ์อย่างนี้ตลอดระยะของการก้าวเดินไป รายละเอียดมีเยอะ ผมคงไม่มีเวลาที่จะนั่งคุยตรงนี้ แต่เพียงแค่ต้องการจะสื่อบอกเล่าท่านผู้มีเกียรติทุกท่านว่า ช่วงเวลาแห่งการก้าวเดินไป เป็นช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ของชีวิต และผมไม่เสียดายเลยว่าผมได้พยายามจะเกิดใหม่อีกครั้ง การก้าวเดินครั้งนี้มันเหมือนกับผมได้เติบโตขึ้นทางจิตใจ เป้าหมายที่ผมกำหนดไว้และผมไม่กล้าบอกใครเลย คือผมต้องการที่จะก้าวเดินให้ถึงเป้าหมายที่ไม่ใช่แค่เพียงแผ่นดินในทางกายภาพ แต่ความรู้สึกลึกๆ ของผมที่เป็นพุทธบริษัท และปฏิญาณตนว่าเป็นอุบาสกคนหนึ่ง จะคิดผิดคิดถูกยังไงผมไม่แน่ใจ คือผมต้องการจะก้าวไปให้พ้นความรู้สึกเสียดาย อาลัยอาวรณ์ในสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ร่างกายเลือดเนื้อของผม

ผมตั้งใจไว้ว่าผมต้องการก้าวให้พ้นความรู้สึกเกลียดชังรังเกียจ และสำคัญที่สุดคือก้าวให้พ้นความกลัวที่มีอยู่ในใจ ทุกๆ ช่วงขณะแห่งก้าวไป ผมจะพยายามอย่างที่สุดที่จะเจริญสติ ผมใช้สติปัฏฐาน ๔ เป็นเครื่องมือในการก้าวย่างทุกช่วงขณะ ยกเว้นช่วงที่เดินบนถนนที่มีรถพลุกพล่าน ไม่สามารถสำรวมจิตได้ ถ้าเป็นช่วงที่มีบรรยากาศดีๆ ก็จะทำสมาธิภาวนาไปตลอด เพราะฉะนั้นช่วงทั้งหมด เวลาที่ก้าวผ่านไป ๖๐ กว่าวัน เป็นช่วงที่ประเสริฐและผมคิดว่าเป็นช่วงที่ทำให้ผมได้ระลึกถึงที่ดีมากๆ

ผมคงไม่สามารถจะเล่าได้มาก แต่คงจะจบลงเมื่อผมไปถึงเกาะสมุยแล้ว ที่จริงผมรู้ว่าภารกิจของผมยังก้าวไม่ถึงปลายทาง แต่เนื่องจากสภาพเงื่อนไขทางสังคม ประกอบกับผู้ที่ให้ข้าวให้น้ำผมหลายๆ คนมีความรู้สึกว่า เขาอยากจะรู้ว่าผมเดินถึงไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ พอผมกลับมาที่เชียงใหม่ ปรากฏว่ามีโน้ตจากการรับโทรศัพท์เป็นจำนวนมาก เพราะผมจะไม่กล่าวคำเท็จเป็นอันขาด เขาถามอะไรก็จะตอบ และเมื่อเขาขอเบอร์โทรศัพท์ ผมก็ให้เบอร์ ให้ชื่อภรรยาผม ก็มีโทรศัพท์ไปที่บ้านเป็นอันมาก ผมตั้งใจว่ากลับมาถึงจะเขียนจดหมายขอบคุณ พอลงมือเขียนก็ปรากฏว่าต้องเขียนจดหมายเป็นร้อยฉบับ เลยคิดว่าเราน่าจะเขียนจดหมายฉบับเดียวแล้วก๊อบปี้แจกดีกว่า เลยเขียนจดหมายเล่าให้เขาฟังว่าผมเดินไปถึงไหนบ้าง

ขณะที่ผมนั่งเขียนจดหมายหรือบันทึกอยู่ ผมไปพักอยู่ที่วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เลยทำให้ผมได้ทบทวนสิ่งที่น่าจะนำมากล่าวในที่นี้ว่าพอจะมีอะไรบ้าง ผมคิดว่ามีสองสิ่งที่ผมประสบพบว่ามันเป็นความมหัศจรรย์ในการเดินครั้งนี้ คือผมพบว่า การที่ผมไม่มีเงินตราติดตัวไปเลย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตได้โดยไม่น่าเชื่อ ทันทีที่ผมไม่มีเงิน มันเหมือนกับการที่เราหลุดออกมาอีกโลกๆ หนึ่ง ผมเข้าใจว่าความหมายของชีวิตของคนเราในปัจจุบัน ไปถูกทำให้ติดผูกพันอยู่กับเงินสูงมาก ถึงขนาดที่ว่าถ้าไม่มีเงินมันเหมือนชีวิตนี้ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นการที่ผมเดินออกไปแล้วไม่มีเงินมันค่อนข้างเป็นสิ่งท้าทาย

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องที่ผมค่อนข้างสนุก หมายถึงคือเป็นบทเรียนที่ดีมาก ช่วงที่ผมเดินไปหยุดที่อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาขับรถปิ๊กอัพมา และพอเห็นผมเดิน เขาเลยหยุดรถเพื่อจะถามว่าจะไปไหน เขาอาสาพาผมไปด้วย ผมชี้แจงให้เขาฟังว่าผมมีเจตนาที่จะเดิน ไม่มีเจตนาจะขึ้นรถไป เพราะการเดินเป็นเป้าหมายของผม เมื่อเขาเห็นผมพูดเช่นนั้น เขาคงมีความรู้สึกอยากคุยด้วย เลยปรารภขึ้นมาว่าเขาจะมีส่วนช่วยอะไรได้บ้างไหม ผมบอกว่าเพียงแค่เขาหยุดทักและถามผมก็ช่วยให้ผมมีกำลังใจเดินมากแล้ว แต่เขาไม่ยอม สุดท้ายเขาขอที่จะให้อาหารผมสักมื้อ ตอนนั้นเป็นช่วงก่อนเที่ยง เขาพาผมไปที่ใกล้ๆ แล้วสั่งอาหารให้ ก่อนที่เขาจะขับรถไป ก็เอาสตางค์ ๒๐๐ บาทมาใส่ไว้ในซอกเป้ แล้วขับรถหนีไปเลย

ผมพบว่าสตางค์ ๒๐๐ บาทนี้ มันเข้ามาเป็นตัวแทรกในชีวิตผมที่มหัศจรรย์มาก คือจากคลองขลุง ผมเดินไปขาณุฯ (อำเภอขาณุวรลักษบุรี) จากขาณุฯ ผมจะเดินข้ามถนนตัดเพื่อไปทางอำเภอลาดยาว ถัดมาอีกวัน ผมเดินไปทางอำเภอขาณุฯ ผมเดินจะไปข้ามถนนตรงสลกบาตร (ตำบล สลกบาตร) ประมาณสักเที่ยงค่อนบ่ายโมง ผมดื่มน้ำหมดไปตั้งแต่ตอนก่อนเที่ยงแล้ว ผมหิวน้ำมาก น้ำลายเหนียว ขม แล้วรู้สึกหูอื้อนิดๆ ตอนนั้นผมเดินจะข้ามถนน มันเป็นไฟเขียวสำหรับทางใหญ่ให้รถวิ่งไป ทางผมเป็นไฟแดง ผมยืนอยู่ตรงนั้น ตรงหัวมุมเป็นคิวมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่สามคัน ตอนแรกเขานึกว่าผมจะไปจ้างเขายังไงไม่ทราบ เลยถามผมว่าจะไปไหน ผมบอกจะเดินไป เขาเลยไม่สนใจ แต่ตรงหัวมุมมีร้านขายของ และมีตู้แช่ขายน้ำทุกชนิด ทั้งน้ำดื่มธรรมดา น้ำอัดลม ผมเกิดความรู้สึกมองดูตู้แช่น้ำนั้นด้วยจิตใจที่แย่มากๆ ว่ามันมีความรู้สึกว่าก็เงิน ๒๐๐ บาทที่อยู่ในเป้นี้ เขาให้เรามา เราก็น่าจะเอามาซื้อน้ำดื่มได้แล้ว

ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนกับผมจะยอมจำนนต่อความหิวกระหาย แต่เผอิญโชคดี ไฟเขียวฝั่งผมมันขึ้นและไฟแดงฝั่งถนนใหญ่มันขึ้น รถทุกคันต้องหยุด ผมเลยรีบวิ่งออกไปจากตรงนั้น คนขับมอเตอร์ไซค์คงนึกว่าผมรีบวิ่งข้ามถนน แต่ความจริงผมรีบวิ่งหนีอารมณ์ตัวเองที่อ่อนแอมาก เพียงแค่มีเงิน ๒๐๐ บาทอยู่ในกระเป๋า ทำให้ผมเกือบพ่ายแพ้ต่อปฏิญญาที่ตัวเองให้ไว้ เงิน ๒๐๐ บาทนี้ผมไปให้ขอทานที่อำเภอสว่างอารมณ์ เป็นเงินที่มีค่าอยู่ไม่ใช่น้อย เป็นขอทานที่ให้ผมนอนด้วย สุดท้ายผมไม่มีอะไรตอบแทนเขา เลยบอกว่าเงินนี้มีคนให้ผม แต่ผมไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ มันหนักมากจนผมแบกไว้ไม่ไหว ช่วยเอาไว้ใช้ด้วย เขาก็ไม่เข้าใจคำว่าหนักมากของผม คือผมต้องการบอกว่าเงิน ๒๐๐ นี้มันหนักหนาสาหัสบนบ่าบนไหล่บนจิตของผมเสียเหลือเกิน

ผมเข้าใจว่าเรื่องเงินตราเป็นเรื่องที่ละเอียด แต่ผมคงพูดเพียงเท่านี้ว่า ทันทีที่เรามีเงินหรือทันทีที่เราอยากได้เงินหรือกระหายเงิน ความหมายของชีวิตมันจะมีรสชาติที่แปรเปลี่ยนไปเลย เพราะฉะนั้นวันที่ไม่มีเงิน ผมจึงได้สัมผัสรู้ว่าชีวิตมีรสชาติ มีความหมายที่มหัศจรรย์ แต่ตรงนี้ไม่ได้พูดเพื่อจะบอกว่าเงินไม่มีคุณค่าหรือไม่มีความหมาย แต่คุณค่าของเงินเมื่อมาผสมกับความปรารถนาความอยากของเรา ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่งได้

เรื่องที่สองที่อยากจะกล่าวเป็นเชิงสรุปตรงนี้คือ ผมเข้าใจว่าในการเดิน มีปัญหาหนึ่งที่ผมประสบและพบ คือเรื่องเวลา เมื่อเราอยู่ในชีวิตปกติเรามีเรื่องเวลาเข้ามากำกับคุณค่าและความหมายตลอด แต่เมื่อผมก้าวเดินไปแล้ว ผมอธิษฐานขอตั้งมั่นเอาจิตจดจ่ออยู่กับปัจจุบันธรรมเท่านั้น ไม่ตกไปที่อดีตหรือไม่กระสับกระส่ายกลายเป็นการปรุงแต่งเป็นไปเพื่ออนาคต และผมพยายามถือเคร่งเป็นที่สุด ถ้าไม่เกิดสภาพที่ปั่นป่วนข้างนอก เช่น บนถนนมีรถราพลุกพล่าน ผมจะไม่คิดเรื่องอื่น และถ้าสมมติว่ามีอะไรที่ตกหล่นไป ผมก็ใช้วิธีแบบพระ คือปลงอาบัติกับต้นไม้บ้างกับอะไรบ้าง

ถ้าเผลอไผลไปคิดอดีตบ้าง คิดอนาคตบ้าง การกระทำเช่นนี้ยุ่งยากอยู่ในตอนแรกๆ แต่พอทำไปสักระยะหนึ่งก็รู้สึกว่าทำได้ และเกิดความรู้สึกที่มหัศจรรย์ ที่แต่ละวันๆ ผ่านไป เรามีจิตใจเบิกบานอยู่กับการก้าวย่างทุกขณะ ทีละก้าวๆๆ และความเป็นเช่นว่านี้ มันมีความหมายของการมีชีวิตอยู่ที่ผมเข้าใจว่ามหัศจรรย์มาก ผมเพิ่งได้ประจักษ์แจ้งว่า จริงๆ แล้วชีวิตของเราที่มันมีปัญหามากมายสารพัด ส่วนหนึ่งเพราะเราตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการปรุงแต่งเรื่องเวลา มันทำให้สิ่งที่เป็นปัจจุบันสูญเสียคุณค่าไป เมื่อผมสามารถกลับมาสู่ความเป็นปัจจุบันได้ ทำให้ผมเข้าใจพระพุทธวจนะที่ว่า จะมีชีวิตอยู่สักร้อยปี แต่จิตใจไม่สงบนิ่ง ไม่เย็นเป็นสุข สู้มีชีวิตอยู่นาทีเดียวแต่จิตสงบนิ่งเป็นสุขไม่ได้ ผมประจักษ์แจ้งในขณะที่เดินไปนี่แหละครับ

........ที่เหลือหาอ่านกันเองนะคับ

ไม่รู้ที่มาฮะ... เพื่อนส่งเป็น Forward mail มาให้ ใครทราบช่วยแจ้งที่มาด้วยนะ

ขอบคุณจากใจ

2007/Mar/12

นางดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์เจริญเมือง ประธานโครงการร่วมมือร่วมใจให้ เชียงใหม่-ลำพูน กล่าวว่า ที่ผ่านมาการดำเนินการรณรงค์ให้ประชาชนชาวเชียงใหม่-ลำพูน ช่วยกันลด มลพิษทางอากาศ พบว่ามลพิษทางอากาศของทั้ง 2 จังหวัด ยังอยู่ในเกณฑ์ทีน่าเป็น ห่วง อีกทั้งในการสุ่มตรวจกลุ่มรถตัวอย่าง 4,649 คัน พบแหล่งมลพิษทางอากาศของเชียง ใหม่กว่าร้อยละ 82.77 มาจากควันดำของรถ รองลงมาคือควันจากการปิ้งย่างอาหาร การ เผาขยะใบไม้ อู่เคาะพ่นสี การเผาศพจากสุสาน และการก่อสร้างตามลำดับ ในขณะที่ จ. ลำพูนเองก็เกิดปัญหา ในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะรถโดยสารเป็นต้นเหตุในการก่อมลพิษสูง ถึงร้อยละ 29.59 นับว่าอยู่ในขั้นวิกฤติที่จะต้องเร่งหาทางแก้ไข

อย่างไรก็ตาม พื้นที่เชียงใหม่ มีจุดที่จะต้องแก้ไขคือควันดำจากรถโดยสาร ไม่ว่าจะ เป็นสี่ล้อแดงที่มีอยู่กว่า 3,000 คัน อีกทั้งยังมีรถเหลือง รถขาว-น้ำเงิน และรถรับจ้างทั่ว ไปที่วิ่งจากอำเภอ เข้ามายังเมืองเชียงใหม่ ล้วนแต่มีการตรวจพบอัตราควีนดำในปริมาณสูงทั้งสิ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนมาโดยตลอด จนส่งผลให้ชาวเชียงใหม่มีอัตราการป่วยเป็นโรค ทางเดินหายใจ โรคปอดสูงทีสุดในประเทศ และยังเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆหลายโรค จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจังต่อการแก้ไขปัญหานี้ เพราะ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยแล้ว ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอีกด้วย ยิ่งหน้าแล้งและหน้าหนาวความเสี่ยงยังสูง

นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ขนส่งจ.เชียงใหม่กล่าวว่า การแก้ไขปัญหานี้ ทางสำนักงานขนส่งเชียงใหม่ร่วมกับทางตำรวจจราจรเทศบาลนครเชียงใหม่ และสำนักงานสิ่งแวดล้อม ภาคที่ 1 ได้ดำเนินการตรวจวัดควันดำมาอย่างต่อเนื่อง หากพบก็จะพ่นสีทำเครื่องหมายห้ามนำรถออกใช้จัดการรณรงค์ตรวจค้นควันดำเกินมาตรฐานที่มีประมาณร้อยละ 30-50 จนปัจจุบัน เหลือเพียงร้อยละ 20 แต่ถึงอย่างไรทางคณะทำงานก็มีการดำเนินงาน เพื่อร่วม กันแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา http://teenet.tei.or.th/news/dec9.html

2007/Jan/04

โดย กาญจนา หงษ์ทอง

Click on Copy URL (below link) for copy to clipboard คุณรึเปล่า ที่ตลอดปีที่ผ่านมา ตั้งท่าว่าจะลงมือทำงบประมาณส่วนบุคคลมาแล้วหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดแผนนี้ก็ล่มไม่เป็นท่า เพราะมัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง ถ้าอย่างนั้น ให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการผัดวันประกันพรุ่งเถอะ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันแรกของปี ขอให้คุณเริ่มต้นปีใหม่ ชีวิตใหม่ ด้วยการมีงบประมาณส่วนบุคคลเป็นของตัวเองเสียที

หลายคนบอกไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี บันทึกและจดอะไรบ้าง ไปจนถึงจัดหมวดหมู่อย่างไรดี Fundamentals ฉบับนี้ ขอหยิบแนวทางและวิธีการในการทำงบประมาณส่วนบุคคลฉบับคร่าวๆ มานำเสนอ เผื่อว่าจะเป็นแนวทางให้คุณได้ลงมือทำอย่างจริงจังสักที

**********

บอกลาความขัดสนทางการเงินไปได้เลย ถ้าคุณเริ่มมีงบประมาณส่วนบุคคลเป็นของตัวเอง ก็อย่างที่รู้กันว่าความสำคัญของการจัดทำงบประมาณส่วนบุคคล นั้นจะช่วยป้องกันการเกิดความขัดสนทางการเงินได้อย่างยอดเยี่ยม และไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานภาพไหน วัยไหน หรือเพศไหนก็ตาม คุณก็สามารถที่จะทำงบประมาณส่วนบุคคลได้ในแบบและสไตล์ของคุณ

เช่น ในกรณีที่คุณแต่งงานมีครอบครัวแล้ว การตัดสินใจจัดการกับรายได้ที่มีอยู่ ควรเป็นโครงการร่วมกันระหว่างคุณและคู่ชีวิต การจัดสรรรายจ่ายชนิดใดเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด ควรคำนึงถึงรายจ่ายอื่นๆ ที่คุณจะต้องใช้จ่ายจากเงินรายได้ของคุณ และอธิบายถึงการเกิดรายจ่ายและการจัดการรายจ่ายนั้นๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อที่คุณจะได้จัดทำงบประมาณส่วนบุคคลของคุณทั้งคู่ไปได้ตลอดรอดฝั่ง

อาจจะแยกหรือทำงบรวมกันก็ได้ แต่ขอให้ทำอย่างมีวินัย ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการ "จดบัญชีรับจ่าย" มาแต่ไหนแต่ไร เรียกว่า ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจปีหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อแต่งงานมีครอบครัว เขาก็บอกกับภรรยาถึงประโยชน์ของการจดบันทึกรายรับรายจ่ายต่อการใช้ชีวิตคู่ เขายอมรับว่าข้อดีของการจด ทำให้เรารู้หมดว่ามีรายรับและรายจ่ายเท่าไหร่ ติดลบหรือไม่ ท้ายสุดทำให้สามารถวางแผนการเงินได้

แต่เหนืออื่นใด ไม่ว่าบัญชีรับจ่ายของคุณจะหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร แต่อย่างหนึ่งควรจะมี คือการกำหนดเงินสำรองรายจ่ายส่วนบุคคลขึ้นไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายในจำนวนที่คุณและคู่ชีวิตเห็นว่าเหมาะสม โดยรายจ่ายจำนวนนี้เป็นรายจ่ายนอกเหนือจากรายจ่ายตามปกติ เพื่อที่ว่าคุณและคู่ชีวิตจะได้มีอิสระในการใช้จ่าย โดยไม่ต้องถูกบังคับให้มีการจัดการทางการเงินเฉพาะเพียงรายการที่กำหนดไว้ในงบประมาณเท่านั้น

แต่เมื่อลงมือทำแล้ว ก็ควรเก็บรักษาบันทึกทางการเงินทั้งส่วนที่เป็นรายได้ และส่วนที่เป็นรายจ่ายไว้เป็นอย่างดี เพราะรายการรายจ่ายบางรายการอาจเป็นรายการสำคัญ เช่น รายการการเสียภาษี ก็ควรมีการแยกรายการโดยแสดงรายละเอียดไว้ต่างหากโดยเฉพาะ หรือรายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานใบเสร็จรับเงิน ควรมีการบันทึกไว้ให้ถูกต้อง เพราะการบันทึกรายการที่ผิดพลาดจะมีผลกระทบถึงการทำงบประมาณในปีต่อๆ ไปได้

@จัดหมวดหมู่แหล่งรายได้

ขั้นตอนแรกในกระบวนการทำงบประมาณส่วนบุคคล คือ การจัดหมวดหมู่ของแหล่งที่มาของรายได้เข้าไว้ด้วยกัน ตัวอย่าง การบันทึกแหล่งที่มาของรายได้ สามารถจัดทำเป็นตาราง แบ่งเป็นเงินเดือน โบนัส ค่าเช่า เงินปันผล หรือรายได้พิเศษอื่นๆ แยกอย่างชัดเจน

จะเห็นว่า แหล่งที่มาของรายได้โดยปกติ มักจะหนีไม่พ้นรายการต่อไปนี้ คือ รายได้จากการทำงานตามลักษณะอาชีพ หรืองานพิเศษนอกเหนือจากงานอาชีพประจำ รายได้จากดอกเบี้ยตามบัญชีเงินฝากประเภทต่างๆ ในธนาคาร รายได้เงินปันผล ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล เงินโบนัสประจำปี

ในทางปฏิบัติแล้วอาจมีรายได้ประเภทอื่นนอกเหนือจากรายการข้างต้นได้อีก อย่างไรก็ตาม วิธีการที่ง่ายที่สุดในการจัดหมวดหมู่ของประเภทรายได้ก็คือ การทำบันทึกเป็นกระดาษทำการแนบไว้กับงบประมาณแสดงแหล่งที่มาของรายได้ในแต่ละรอบระยะเวลาเอาไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนและเปรียบเทียบรายการรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

จากนั้น ก็คำนวณผลรวมเฉพาะรายได้สุทธิที่ได้รับอยู่จริงเท่านั้น กล่าวคือ คุณอาจจะมีรายได้ตามบัญชีเงินเดือนเป็นเดือนละ 30,000 บาท แต่รายได้ที่ท่านได้รับจริงสุทธิเป็นเพียง 27,000 บาทเท่านั้น ส่วนแตกต่าง 3,000 บาทนี้เป็นรายจ่ายที่นายจ้างหักไว้เป็นค่าภาษี ค่าประกันสังคม ออมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ออมผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ของบริษัท ค่าเงินสวัสดิการต่างๆ ภายในสถานที่ทำงาน จำนวนรายได้ที่คุณจะใส่ไว้ในงบประมาณจะเป็นเพียงจำนวน 27,000 บาท ไม่ใช่เป็นจำนวน 30,000 บาท

คุณอาจไม่พอใจในการถูกหักเงินจำนวน 3,000 บาทนี้ไว้ เพราะทำให้มีเงินที่จะใช้จ่ายน้อยลง อย่างไรก็ตาม ถ้าหน่วยงานของคุณไม่มีนโนบายในการจัดหาสวัสดิการดังกล่าวข้างต้นไว้เพื่อความปลอดภัยทางการเงินแล้ว คุณก็ไม่ควรที่จะลืมกันเงินสำรองเพื่อการนี้ไว้ในงบประมาณของคุณเองด้วย เพราะรายจ่ายดังกล่าวจะเป็นรายจ่ายที่คุณไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้เลย

ถ้าไม่แน่ใจว่ารายได้ที่จะได้รับ เป็นจำนวนที่แน่นอนเท่าใดแล้ว ให้คุณลองประมาณวงเงินในจำนวนที่น้อยที่สุดที่คิดว่าจะได้รับไว้ก่อน เพื่อว่าเมื่อประมาณรายจ่ายเพียงภายในวงเงินรายได้ที่มีอยู่แล้ว ต่อมาในภายหลังที่ได้รับรายได้เพิ่มขึ้น จะทำให้คุณมีเงินคงเหลือเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาการทำงบประมาณเพิ่มขึ้น ก็ย่อมเป็นการดีกว่าที่จะประมาณวงเงินที่คาดว่าจะได้รับไว้สูง ทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่ารายได้นั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

@คำนวณตัวเลขรายได้จำนวนใหม่

เมื่อถึงรอบระยะเวลาการขึ้นเงินเดือนประจำปี เช่น ถ้าคุณเป็นข้าราชการจะได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นเงินเดือนในราวเดือนกรกฎาคม- สิงหาคม หรือพนักงานบริษัทอาจจะเป็นเดือนตุลาคม แต่เงินเดือนใหม่จะได้รับเมื่อสิ้นเดือนตุลาคม หรือหากทำงานในบริษัทเอกชนท่านอาจได้รับเงินเดือนใหม่ในระหว่างปีได้ถ้าท่านมีความดีความชอบพิเศษ

ในกรณีเช่นนี้ ก็จะมีรายจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การคำนวณรายได้ภายหลังการหักภาษีให้ถูกต้องและจัดการเพิ่มรายได้ไว้งบประมาณให้เรียบร้อย จะเป็นประโยชน์ในการจัดสรรรายจ่ายบางรายการให้เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่รายการภาษีที่คุณคำนวณขึ้น อาจเป็นรายจ่ายที่ได้รับกลับคืนในภายหลัง เช่น รายการคืนภาษีเนื่องจากมีการคำนวณไว้ในระหว่างปีผิดพลาด การลงทุนที่มีสิทธิได้รับคืนภาษี การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของรัฐบาล ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม รายการดังกล่าวอาจไม่มีผลทำให้งบประมาณเปลี่ยนแปลงได้เท่าใดนัก แต่ก็ยังเป็นการดีกว่าที่จะมีรายการรายจ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่คาดฝัน แม้ว่ารายจ่ายนั้นจะเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากก็ตาม

@ประมาณรายได้ต่ำที่สุด-รายจ่ายสูงไว้ก่อน

หลักเกณฑ์สำคัญในการทำงบประมาณ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดการทางการเงิน คือ การประมาณรายได้ไว้ในจำนวนที่ต่ำที่สุดที่คิดว่าควรจะเป็น และประมาณรายจ่ายไว้ค่อนข้างสูงภายในวงเงินรายได้ที่คุณมีอยู่ เพื่อที่ว่าเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขสถานการณ์ทางการเงินได้ดีกว่าการประมาณรายได้ไว้สูง หรือการประมาณรายจ่ายไว้ต่ำเกินไป จนไม่สามารถจะปรับงบประมาณของคุณได้เลย เมื่อมีความจำเป็นจะต้องมีรายจ่ายรายการใดรายการหนึ่งสูงกว่างบประมาณที่วางไว้

ยิ่งถ้าอาชีพของคุณก่อให้เกิดรายได้ที่ไม่แน่นอน เช่น นักแสดง นักเขียน นักมวย พนักงานขาย นายหน้า สถาปนิก ฯลฯ รายได้ของคุณจะได้รับไม่สม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนเหมือนพวกข้าราชการประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ เพราะแม้ว่าคุณจะทำงานเสร็จแล้ว แต่คุณก็ยังอาจจะไม่ได้รับเงินค่าจ้างทันที การทำงบประมาณรายจ่ายของคุณจึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก และจะต้องมีการประมาณที่ถูกต้อง โดยพิจารณาจากจำนวนผลงานที่เกิดขึ้นก่อนที่จะได้รับเงินค่าจ้าง และการประมาณรายได้ประจำเดือนกระทำได้โดยการหารรายได้ต่อปีที่ประมาณขึ้นด้วย 12 เพราะรายรับในแต่ละปีอาจแตกต่างกันได้ ขึ้นกับความสามารถและความมีชื่อเสียงของคุณเอง

@จดค่าใช้จ่าย

สำหรับในส่วนของค่าใช้จ่ายนั้น เพื่อที่จะควบคุมการใช้จ่ายให้เกิดความสมดุลขึ้น วิธีการที่ดีที่สุด คือ การจดว่ารายการรายจ่ายทั้งหมดของท่านมีรายการใดบ้าง และเป็นรายจ่ายประเภทใด จำนวนเท่าใด พร้อมทั้งจัดประเภทของรายจ่ายต่างๆ ไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน เช่น กลุ่มรายจ่ายประจำ กลุ่มรายจ่ายแปรได้หรือกลุ่มรายจ่ายกึ่งประจำกึ่งแปรได้ เพราะรายจ่ายกลุ่มแปรได้จะเป็นรายจ่ายที่คุณควรให้ความสนใจมากกว่ารายจ่ายประเภทอื่น เนื่องจากสามารถเลื่อนกำหนดการใช้จ่ายไปได้มากกว่าการเป็นรายจ่ายประจำ หรือรายจ่ายกึ่งประจำกึ่งแปรได้

ภายหลังจากที่คุณได้แจกแจงและจัดกลุ่มประเภทรายจ่ายขึ้นแล้ว ขั้นต่อไปคือ การหาค่าร้อยละของรายจ่ายทุกรายการว่ารายจ่ายต่างๆ เหล่านั้นมีการใช้จ่ายคิดเป็นร้อยละเท่าใดของรายได้ที่มีอยู่ คุณควรตระหนักไว้เสมอว่าเมื่อท่านมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ควรกระทำต่อไปคือ การนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุนทางใดทางหนึ่งที่จะทำให้มีผลตอบแทนมากขึ้นจากการลงทุนนั้นๆ

วิธีการที่ง่ายและดีที่สุดในการจัดทำงบประมาณส่วนบุคคล คือ การย้อนไปวิเคราะห์ถึงรายจ่ายที่เกิดขึ้นในปีก่อนๆ เพื่อดูถึงลักษณะนิสัยในการใช้จ่ายของคุณ เพราะรายการต่างๆเหล่านั้นจะบ่งบอกถึงรายจ่ายรายการหลักที่ควรจัดให้มีไว้ในงบประมาณได้เป็นอย่างดี

"อัจฉริยา สินรัชตานันท์" ดีเจและพิธีกรสาว เป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มจดบันทึกรายรับรายจ่ายในเอ็กเซลชีทมาตั้งแต่เรียนอยู่ต่างประเทศ นั่นจึงทำให้เห็นว่าเดือนนี้ค่าใช้จ่ายอะไรเยอะผิดปกติ เช่นช่วงหนาวค่าไฟก็จะแพง พอกลับมาเมืองไทยเลยติด จากตอนแรกจดแบบคร่าวๆ ทั่วไป แต่เราก็รู้สึกว่าเรามีพื้นฐานเรื่องบัญชี เราน่าจะทำเป็นกิจจะลักษณะ ก็เอารายได้มารวมกัน ค่าใช้จ่ายมารวมกันก็เลยกลายเป็นงบดุลย่อยๆ

ยังไม่หมดเท่านั้น แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายออกมาเป็นก้อนแล้ว อัจฉริยาบอกว่าเธอยังแยกให้เห็นว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไร เท่าไหร่ เพื่อที่จะได้รู้รายละเอียด จึงแบ่งเป็นหมวดๆ ไป เช่น หมวดเอ็นเตอร์เทนเมนท์ หมวดเบี้ยประกัน หมวดเสื้อผ้า หมวดเครื่องประดับ หมวดสปาและความงาม หมวดดูแลรถ หมวดเทคโนโลยี หมวดค่าดูแลบ้าน หมวดค่าทำบุญ หมวดซูเปอร์มาร์เก็ต เรียกว่าเรียงจาก A-Z จากนั้นก็เทียบออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์

"พอทำออกมาเราก็จะรู้ว่า อ๋อ เดือนนี้เราซื้อเสื้อผ้าเยอะไปแล้ว หรือค่าซูเปอร์มาร์เก็ตปูดไป เราก็จะระวังตรงนั้น ทำให้เราใช้จ่ายอย่างรู้ตัวตลอด"

@การทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ในรายการรายจ่ายประจำปี อาจแยกเป็นประเภทรายจ่ายได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ"รายจ่ายประจำ" ซึ่งเป็นรายจ่ายที่เป็นภาระผูกพันและมีรอบระยะเวลาการจ่ายสม่ำเสมอตลอดไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง และ"รายจ่ายแปรได้" ซึ่งจะเป็นรายจ่ายประเภทสำคัญ แต่จะเป็นรายจ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยไม่คาดฝันหรือเป็นรายจ่ายที่ได้มีการตั้งงบประมาณไว้ว่า อาจจะมีการจ่ายเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งในอนาคต

เช่น รายจ่ายค่าบำรุงซ่อมแซมรถ รายจ่ายพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดประจำปี เงินบริจาคการกุศล รายจ่ายเพื่อซื้อทรัพย์สินทดแทน เช่น วิทยุ โทรทัศน์สีเครื่องใหม่ เป็นต้น รายจ่ายต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นรายจ่ายที่สามารถจะเลื่อนกำหนดการจ่ายออกไปได้ หรืออาจเป็นรายการที่ไม่ต้องมีการจ่ายเลยก็เป็นได้ ถ้าคุณยังไม่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องใช้จ่ายในเดือนหรือปีนั้นๆ และมีรายจ่ายรายการอื่นในงบประมาณที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นมากกว่าเกิดขึ้น

และ "รายจ่ายกึ่งประจำกึ่งแปรได้" หมายถึง รายจ่ายที่มาสามารถจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการใช้จ่ายได้เลย ถึงแม้ว่ารายการเหล่านี้จะเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็ตาม แต่จำนวนเงินในแต่ละรอบระยะเวลามักเป็นจำนวนที่ไม่แน่นอน เช่น ในระหว่างเดือนมีนาคม - เมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน รายจ่ายค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปามักจะมีจำนวนสูงกว่ารายการที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคม-มกราคม ซึ่งเป็นฤดูหนาว หรือรายการค่าโทรศัพท์ในเดือนที่มีวันหยุดงานมากจะมีจำนวนสูงกว่ารายการที่มีวันหยุดงานน้อย

สำหรับคนไม่อยากคบหากับความขัดสน "จดกันจน" เข้าไว้ ปีใหม่ปีนี้จะได้ เป็นคนสุขภาพการเงินดีอีกคนหนึ่ง



BangkokBizNews
Last update : 1/3/2007 2:43:47 PM


edit @ 2007/01/04 11:08:30